บทที่ 2
แสงไฟนับล้านดวงส่องประกายอยู่ไกลลิบตา ขณะที่ผมบีบกล่องบุหรี่ที่ว่างเปล่าจนเป็นก้อนกระดาษยับยู่ยี่ ลูบตาที่แสบระคายจากควันบุหรี่เบา ๆ แล้วกลับไปนอนบนเตียง
ญาณิกาเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา ปิดโทรศัพท์แล้วมานอนข้างผม ปกติแล้วเธอจะรังเกียจกลิ่นบุหรี่มาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจกลิ่นบุหรี่คลุ้งไปทั่วตัวผมเลย เธอแนบกายลงบนตัวผมอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวค่อย ๆ เกี่ยวเล่นกับเส้นผมของผม เมื่อเห็นว่าผมเริ่มมีปฏิกิริยา เธอก็เอาหน้าอกมาแนบกับท้องผมทันที ผมกดศีรษะเธอที่กำลังขยับอยู่ ทันใดนั้นเธอก็มองผมด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
ผมพูดเสียงเบา “วันนี้ผมเหนื่อยมากจริง ๆ”
เธอกลับมานอนกอดแขนผมดังเดิมอีกครั้ง รู้สึกได้ว่าเธอโล่งใจที่ผมปฏิเสธ
“งั้น... สามีคะ ฉันขอร้องเรื่องนึงได้ไหม?”
“ถือว่าเป็นการชดเชยที่ลืมของขวัญวันเกิดฉันแล้วกันนะคะ”
ดูเหมือนว่าใจเธอจะล่องลอยคิดถึงแต่วีรวัฒน์ ถึงกับไม่ทันสังเกตเห็นกล่องใส่แหวนเพชร 3 กะรัตที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร
“พรุ่งนี้คุณออกไปเที่ยวข้างนอกทั้งวันได้ไหม?”
ผมมองเธอด้วยความไม่เข้าใจ “พรุ่งนี้เป็นวันหยุดไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ แต่พรุ่งนี้เพื่อนร่วมงานของฉันกับรองผู้จัดการคนใหม่จะมาที่บ้าน”
หลังจากพูดจบ เธอก็สังเกตสีหน้าผม เมื่อเห็นว่าผมไม่พูดอะไร เธอก็กระซิบข้างหูอย่างออดอ้อน ราวกับนี่เป็นรางวัลอะไรสักอย่าง
ผมอยากจะถามเธอเหลือเกินว่าผมเป็นสิ่งสกปรกอะไรถึงต้องหลบซ่อน แต่เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนของเธอ ผมจึงพยักหน้ารับเงียบ ๆ
เธอจุ๊บผมด้วยอาการลิงโลด
“ม๊วะ~ สามีสุดที่รัก!”
หลังจากที่เธอนอนหลับไปแล้ว ผมค่อย ๆ ดึงแขนตัวเองออก แม้ว่าร่างกายจะยังมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเธอ แต่การสัมผัสร่างกายของเธอก็ทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนทุกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมถูกไล่ออกจากบ้านโดยญาณิกาตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนออกจากบ้าน เธอยังยัดถุงขยะใบใหญ่ให้ผมเอาไปทิ้งอีกด้วย
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ผมถึงกลับมาที่คอนโด ก่อนหน้านี้ส่งข้อความหาญาณิกาแต่เธอไม่ตอบ จึงเดินเข้าไปในร้านกาแฟใต้คอนโด
พนักงานเห็นผมแล้วก็พูดด้วยสีหน้าขอโทษ
“คุณอู๋ ขออภัยด้วยค่ะ ช่วงบ่ายร้านเรายุ่งนิดหน่อย เดี๋ยวหนูจะเอาเครื่องดื่มขึ้นไปส่งให้นะคะ”
ตอนนั้นผมถึงได้เห็นกาแฟที่แพ็คไว้แล้วประมาณ 5-6 แก้ว คนสั่งน่าจะเป็นญาณิกา
“ไม่เป็นไรครับ ผมเอาไปเองก็ได้”
พอถึงหน้าประตู ถึงได้รู้ว่าตัวเองรีบออกจากบ้านมากจนลืมเอากุญแจติดไปด้วย
หลังจากกดกริ่ง คนที่มาเปิดประตูก็คือญาณิกา เมื่อเห็นผม เธอดูตกใจเล็กน้อย ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากในห้อง
“ญาญ่า ใครเหรอ?”
เสียงฝีเท้าของผู้ชายค่อย ๆ เข้ามาใกล้ เธอรีบปิดประตูใส่หน้าผมทันทีโดยไม่สนว่าผมกำลังจะเดินเข้าไป
“คนส่งของน่ะค่ะ”
ผมสะดุ้งกับประตูที่ปิดใส่หน้าอย่างกะทันหัน ถ้าตอบสนองไม่ไวพอคงจะล้มหงายหลังลงไปกับพื้นแน่ ๆ แต่ความเจ็บปวดที่สุดตอนนี้ร้าวขึ้นมาจากหัวใจ
ในจังหวะที่ประตูปิดลง ผมเห็นผู้ชายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ นั่นคือวีรวัฒน์ เขาสอดแขนกอดเอวญาณิกาอย่างสนิทสนม สีหน้าที่ญาณิกาดูรู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะโกหกว่าผมเป็นคนส่งของจึงเปลี่ยนเป็นความเขินอายทันที ทั้งสองคนดูเหมือนจะติดหนึบหลอมรวมเป็นคนคนเดียวกัน
ความตั้งใจที่ผมอยากจะถามเธอพลันสลายไปหลังจากเห็นความใกล้ชิดของเธอกับวีรวัฒน์ ความจริงอยู่ตรงหน้าแล้ว จะถามไปเพื่ออะไรอีกเล่า?
เวลาประมาณสี่ทุ่ม ญาณิกาถึงได้นึกถึงผม สามีตัวจริงของเธอ
“สามี เข้ามาเร็ว ฉันเตรียมของว่างไว้ให้ด้วยแหละ”
ผมมองจานอาหารที่จัดวางอย่างสวยงาม แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าเป็นของเหลือ
ผมหัวเราะเยาะ “ตั้งใจเตรียมให้จริง ๆ เลยนะ”
เมื่อเห็นว่าผมไม่พอใจ เธอก็เข้ามาจับมือผม แต่ผมเบี่ยงหลบอย่างไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
เมื่อเห็นว่าผมไม่ให้เกียรติเธอ สีหน้าของญาณิกาก็ย่ำแย่
“ฉันบอกคุณแล้วนี่ว่าเป็นแค่เรื่องงาน”
ผมมองเธอด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเยาะเย้ย
“ใช่ เรื่องงาน”
“รองผู้จัดการคนใหม่ที่ชื่อวีรวัฒน์นี่ ใช่รุ่นพี่คนที่คุณเคยแอบชอบหรือเปล่า?”
เธอเหลือบมองสีหน้าผมด้วยความรู้สึกผิด แล้วพยักหน้าช้า ๆ หลังจากนั้นนานพอสมควร
ผมไม่มองหน้าเธออีก เดินเข้าไปในห้องทำงาน เธอเดินตามมาอย่างระมัดระวัง
“ฉันกับรุ่นพี่ ไม่สิ กับคุณวีไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว แล้วฉันก็แต่งงานกับคุณแล้วด้วย ตอนนี้สถานะของเราเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้องธรรมดา ๆ”
เมื่อเห็นเธอพูดโกหกอย่างหน้าตาเฉย ผมก็อดหัวเราะไม่ได้
เมื่อเห็นอย่างนั้น เธอก็ทำทีเป็นโกรธ
“ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเหมือนกัน”
ปกติแล้วถ้าเธอแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาแม้แต่เล็กน้อย ผมก็จะเข้าไปง้อเธอทุกครั้ง ความก้าวหน้าทางด้านอาชีพของเธอมีผมคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังเสมอ ทุกดีลใหญ่ ๆ ในความรับผิดชอบของเธอ ผมต้องฝืนดื่มเหล้ากับลูกค้าจนดึกดื่น แต่เธอคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอสมควรได้รับ
เสียงน้ำไหลในห้องน้ำดังขึ้น ผมจุดบุหรี่มวนที่สาม ก้นบุหรี่ส่องแสงระยิบระยับในความมืด แต่ความรู้สึกของผมที่มีต่อญาณิกาดับสูญไปแล้ว
เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลง ผมมองญาณิกาที่เดินออกมาจากละอองไอน้ำ เธอสวมชุดนอนผ้าไหมสีม่วง เนื้อผ้าบางเบาคลุมร่างกายที่มีสัดส่วนโค้งเว้า แสงไฟสีเหลืองอ่อนในห้องนอนส่องกระทบตัวเธอ ทำให้ดูราวกับมีแสงสีทองอร่ามแผ่ออกมา
เธอเห็นผมแล้วก็ส่งสายตาเย้ายวนมาให้ เสียงหวานหยาดเยิ้มราวกับน้ำผึ้งที่แช่อยู่ในไวน์แดง
“สามี อุ้มฉันไปนอนหน่อยสิคะ”
หัวใจผมเต้นแรง ไม่ได้เห็นญาณิกาในสภาพเซ็กซี่แบบนี้มานานแล้ว ความร้อนรุ่มในร่างกายพุ่งขึ้นมาถึงสมอง ชั่ววูบผมถึงกับคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ ผมจะให้อภัยเธอ และใช้ชีวิตคู่กับเธออย่างมีความสุขต่อไป
ผมกอดเธอด้วยแรงอารมณ์ พรมจูบลงไปที่ลำคอเนียนนุ่ม แต่แล้วก็เห็นรอยขบกัดจากการจูบสีแดงเข้ม เธอน่าจะใช้เครื่องสำอางปกปิดอย่างดี แต่พอเข้าใกล้แล้วก็ยังเห็นหลักฐานว่าเธอกับผู้ชายอีกคนมีความสัมพันธ์กันอย่างเร่าร้อนแค่ไหนบนเตียง
รอยจ้ำสีแดงเข้มนั้น เหมือนน้ำเย็นที่ราดลงมาบนหัวผม เมื่อกี้ผมคิดว่าจะให้อภัยเธอแล้วปล่อยให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่กลัวว่าผมอาจจะคิดฝ่ายเดียว เธออาจไม่คิดอย่างนั้นก็ได้
