บทที่ 2 : ฉันไม่คืน
ตอนที่ 2
เพลินพิศมองแหวนเพชรเม็ดใหญ่ในมือหนาที่ส่งคืนมาตรงหน้า ดวงตาคมกริบให้ความรู้สึกเหมือนถูกจ่อด้วยกระบอกปืนเย็นเฉียบที่พร้อมกระชากลมหายใจได้ทุกเวลาหากไม่ยอมรับแหวนคืน ทว่าคนไร้หัวใจกลับสู้ยิบตาด้วยสายตาเรียบนิ่งเช่นเดิม บอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดของตั้งตระการแม้แต่นิดเดียว
“ฝากคุณคืนเขาแทนฉันที ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเขา และไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกแล้ว” เสียงของเธอเย็นชาไร้ความรู้สึก ยืนยันความตั้งใจเดิมที่ทำให้มาหาตั้งตระการถึงห้องทำงานบนชั้นสิบสามของโรงแรมเดอะ ลีลารมย์
หากชายหนุ่มมุดลงไปในหัวใจเย็นชาของเพลินพิศได้ คงได้รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงฉากนอก การที่ใครคนหนึ่งไม่คร่ำครวญหรือไม่มีน้ำตา ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจ็บปวดกับการกระทำไร้หัวใจของตน
“ผมว่าคุณขี้ขลาดมากกว่า” เขาลากเสียงเย้ยหยันและตรงจุดที่สุด “แม้แต่บอกเลิกคุณยังต้องโทร.ไปบอกแทนที่จะพูดต่อหน้า สู้ตากับเขา แล้วบอกเหตุผลว่าทำไมคุณถึงทิ้งเขาไป ทั้งที่เขาและคุณวางแผนที่จะแต่งงานกันแล้ว” เป็นเหตุผลที่พี่ชายอย่างเขาก็อยากรู้เช่นกัน
“ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น” เพลินพิศเริ่มเสียงแข็ง เพราะคำว่า ‘ขี้ขลาด’ ที่ทิ่มแทงใจดำ ส่งผลให้เธอควบคุมน้ำเสียงแบบเดิมของตัวเองไม่ได้
ใช่...เธอขี้ขลาดเกินกว่าจะสู้หน้าและสบตาอารยะได้ การบอกเลิกผ่านโทรศัพท์เป็นเรื่องง่ายกว่าการเผชิญหน้าตรง ๆ ที่ย่อมมีคำถามตามมาหลังคำบอกเลิก ซึ่งเธอคงไม่มีคำตอบดี ๆ ให้คำถามพวกนั้นได้ และที่สำคัญ ‘ใครคนนั้น’ ก็ไม่อยากให้เธอพบเจออารยะอีกต่อไป
เพลินพิศเฝ้าบอกกับตัวเองมาตลอดหลังวางสายจากอารยะในวันที่โทรศัพท์ไปบอกเลิก ว่าเธอไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลที่แท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่เธอจะบอกอารยะได้ นั่นคือเธอจะแต่งงานกับผู้ชายที่เหมาะสมกับเธอมากกว่าผู้ชายอย่างอารยะ เขาอาจเจ็บปวดเจียนตายแต่ไม่นานคงหาย อาการการ ‘จะเป็นจะตาย’ ในวันนี้ วันหนึ่งจะกลายเป็นเพียงเรื่องงี่เง่า ไร้สาระ และน่าขำ เมื่อมองย้อนกลับมาในวันที่ชีวิตของเขาไม่จำเป็นต้องมีเธออีกต่อไป
“นั่นสินะ ผมน่าจะรู้ว่าคุณต้องเอาเวลาไปทำเรื่องสำคัญกว่าการกลับไปหาอดีตคนรัก ที่คุณบดขยี้หัวใจจนแหลกละเอียด” ปากหยักสีแดงตามธรรมชาติเหยียดยิ้มคล้ายดูถูก พลางยัดแหวนไร้ค่าลงในกระเป๋ากางเกง แล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงเย็นเจือเยาะต่ออีกว่า “บอกเลิกคนรักไม่กี่วันก็เตรียมตัวจะเป็นเจ้าสาวของคนอื่นซะแล้ว”
ไม่มีคำโต้ตอบ มีเพียงประกายตาเฉยชาไร้ความรู้สึกที่โต้ตอบกลับมาให้ตั้งตระการหงุดหงิดใจเล่น ผู้หญิงคนนี้เยือกเย็นยิ่งกว่าธารน้ำแข็งหนาแน่น เมื่ออีกฝ่ายไม่พูด เก็บปากเก็บคำเงียบ ตั้งตระการก็เลือกที่จะพูดสิ่งที่น่าจะก่อกวนอารมณ์เย็นชาดุจธารน้ำแข็งของเพลินพิศได้บ้างไม่มากก็น้อย อยากรู้นักว่าเธอจะมีความรู้สึกอื่นนอกจากความเฉยชาชวนหงุดหงิดนี้หรือเปล่า
“คืนแหวนมาแล้ว คุณน่าจะคืนอย่างคืนด้วยนะ...ลูกตาว” คำเอ่ยทวงทำให้ธารน้ำแข็งแตกหักเป็นร่องลึก
ได้ผล! ดวงตาเรียวสวยจ้องชายหนุ่มอย่างตะลึงปนโกรธนิดๆ กับคำทวงถามเอาคืนนั้น แค่สร้อยร้อยไข่มุกสามเม็ดกับผีเสื้อตัวเล็กประดับเพชรปลอมราคาถูก คนร่ำรวยมหาศาลระดับเจ้าของโรงแรมดังริมสายน้ำเจ้าพระยา มีทรัพย์สินเงินทองที่คิดมาเป็นตัวเลขแล้วต้องลงท้ายด้วยคำว่า ‘ล้าน’ ยังต้องทวงสร้อยคอราคาถูกคืนให้น้องชายด้วยอย่างนั้นหรือ มันเป็นของขวัญวันเกิดเธอนะ และจะไม่ให้เก็บเอาไว้คิดถึงคนให้เลยหรือไง ที่สำคัญเลยคือเธอก็ซื้อน้ำหอมราคาหลายพันให้อารยะแล้วด้วย เธอไม่ได้รับของของน้องชายตั้งตระการฟรี ๆ ซะหน่อย
แต่ช่างเถอะ ในเมื่อตั้งตระการอยากได้คืนนัก เธอก็จะคืนให้ แล้วจะจำไว้ว่าเขาเป็นคนรวยที่พ่วงตำแหน่ง ‘งกมาก’ เข้าไปด้วย ครั้นพอจะบอกว่าพรุ่งนี้จะเอาสร้อยมาคืนให้ ตั้งตระการก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อนว่า
“แมวตัวนั้นไม่เหมาะที่จะอยู่กับคนแบบคุณ พรุ่งนี้ช่วยเอามาคืนผมด้วย”
สิ่งที่ตั้งตระการอยากได้คืนไม่ใช่สร้อยไข่มุกราคาไม่ถึงพันอย่างที่เพลินพิศเข้าใจ หากแต่เป็นแมวตัวเมียสายพันธ์ขาวมณีที่ชื่อ ‘ชาเย็น’ มันมีดวงตาสีฟ้าสดใส ขนสีขาวแน่นอ่อนนุ่มและสะอาดสะอ้าน มันเป็นแมวตัวเมียที่มีนิสัยหยิ่งมาก หยิ่งเสียจนเธอเรียกมันว่า ‘เจ้าเย็นชา’ เพราะความหยิ่งของมันใกล้เคียงกับความเย็นชามากที่สุด
ถึงเธอจะไม่ได้ชอบแมวเป็นชีวิตจิตใจ หรือยินยอมพร้อมใจเป็นทาสของมัน หากแมวตัวขาวก็อยู่กับเธอมาสองปีแล้ว แล้วเธอก็เชื่อว่าอารยะไม่มีเวลาดูแลแมวที่หอบมาทิ้งไว้ให้เป็นภาระของเธอหรอก เพราะเขาชอบแบกเป้ขึ้นเหนือล่องใต้ทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง และครั้งละหลายวัน นึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามีจังหวัดไหนบ้างที่อารยะไม่เคยฝากรอยเท้าและลมหายใจเอาไว้
“ฉันไม่คืน และคุณไม่มีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับแมวของฉัน” บอกเสียงเรียบแต่หนักแน่น แล้วพลันต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้เปลี่ยนไปตามแรงเยาะจากริมฝีปากหยักสีแดงที่บิดหยัน นึกอยากให้ปากหยักสีแดงบิดเบ้อย่างนี้ไปตลอดชีวิต...ท่าจะดีไม่น้อย
“จะเก็บเอาไว้ทำไมให้รกหูรกตาสามีในอนาคตของคุณ คืนมันมาเถอะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ก้องรักแมวของฉันอยู่แล้ว” เรียกว่ารักจนหลงเชียวล่ะ
“เขารักเพราะไม่รู้หรือเปล่าว่าเป็นแมวของแฟนเก่าคุณ” ตั้งตระการยังมีคำถามต่อ
“เขารู้!” หญิงสาวเผลอกระแทกเสียงตอบ เห็นอีกฝ่ายยกริมฝีปากหยักคล้ายจะพอใจที่ก่อกวนอารมณ์เยือกเย็นเป็นน้ำแข็งของเธอสำเร็จ ดูก็รู้ว่าเขาจงใจยั่วมากกว่าอยากได้คืนอย่างปากว่า
“แต่ยังไงผมก็อยากให้คุณคืนมันให้ผม” ศีรษะของชายหนุ่มเอียงนิด ๆ ราวกับจะยั่วยุเร่งเอาคำตอบที่ต้องการ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นน้ำเสียงที่เฉียบขาดและติดจะฉุนจัด
“ฉันไม่คืน ขอตัวค่ะ” เพลินพิศจบคำพูดด้วยการหมุนตัวเดินไปยังประตูห้อง เอาตัวเองออกมาจากสถานการน่าอึดอัดและชวนให้โมโหนิด ๆ พอเดินพ้นออกมาได้ความทุกข์บางอย่างก็แล่นกลับมาอยู่ในที่ทางของมันอีกครั้ง
การเลิกรา...แม้ไม่เจ็บปวดราวหัวใจแตกสลาย แต่ใช่ว่าจะไม่เสียใจกับความสัมพันธ์ที่จบลง และเมื่อนึกถึงคำพูดของตั้งตระการเมื่อครู่ก็พานให้นึกเป็นห่วงคนที่กำลังจะตายทั้งเป็นเพราะเธอ แต่เธอทำได้แค่ห่วง แล้วหวังว่าอารยะจะผ่านพ้นช่วงเวลาแตกสลายนี้ไปให้ได้โดยเร็วที่สุด
จบตอนที่ 2
