บทที่ 1 : คนไร้หัวใจ
ลูกตาสีถ่านในกรอบตากว้างมองแหวนเพชรรูปหัวใจที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานบนชั้นสิบสามของโรงแรม ‘เดอะ ลีลารมย์’ ด้วยท่าทีอันสงบนิ่ง แหวนเพชรเลอค่าสั่งทำขึ้นมาเพื่อประดับอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของคู่สนทนาตลอดไป คู่สนทนาที่ชายหนุ่มใช้ความเงียบกว่าห้านาทีพูดผ่านแหวนเพชรน้ำหนักเกือบห้ากะรัต ความล้ำค่าของเพชรบนตัวเรือนแหวนเรียบเกลี้ยงเกลา บอกกล่าวถึงความรักอันทรงพลังของผู้ชายคนหนึ่งที่มอบแด่หญิงสาวผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของตน หญิงสาวที่ชายหนุ่มผู้คลั่งรักพร้อมจะร่วมชีวิตไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย ทว่าคงไม่มีอีกแล้ว เพราะนิ้วที่เคยสวมแหวนเพชรน้ำงามถูกแทนที่ด้วยแหวนเงินประดับพลอยสีเหลืองเม็ดเล็กยิ่งกว่าเม็ดถั่วเหลือง ราคาไม่อาจหาญสู้ประกายระยิบระยับสุกใสสวยงามของเพชรเม็ดใหญ่ได้เลย
‘ตั้งตระการ ประภารมย์’ ละสายตาจากความงดงามของเพชรน้ำงามตัดขอบเป็นรูปหัวใจ เพื่อใช้สายตามองความสวยงามของหญิงสาวที่มีมากกว่าเม็ดเพชรบนวงแหวน นัยน์ตาสีถ่านไล่สายตาขึ้นมองเรือนผมตรงยาวประบ่าล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่ไว้อย่างลงตัว วงหน้านวลเนียนประดับด้วยเครื่องหน้าคมชัดทำให้ ‘เพลินพิศ’ เป็นผู้หญิงที่สวยคม สวยชนิดที่ว่าทำให้คนตกหลุมรักได้ตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งมองยิ่งหลงใหล ไม่รู้เบื่อ
ดวงตาสวยใต้คิ้วเรียวตามธรรมชาติสามารถสะกดลมหายใจให้หยุดนิ่งได้ พอๆ กับที่สามารถทำให้หัวใจเต้นเปลี่ยนจังหวะได้อย่างร้ายกาจ เนื้อแก้มนวลเนียนด้วยสีน้ำผึ้งผุดผาดยิ่งทำให้อยากสัมผัสอย่างอ่อนโยนจากหัวใจเปี่ยมเสน่หา กลีบปากบางแต้มสีแดงน้ำตาลขาดแคลนรอยยิ้มจนน่ากลัวว่าจะลืมไปเสียแล้วว่าต้องยิ้มอย่างไร และยังคงนิ่งสนิทคล้ายหมดคำพูดใด ๆ หลังจากเอ่ยประโยคแรกและประโยคเดียวจบไปเมื่อหลายนาทีก่อน
เพลินพิศเพียงรอเวลาให้เจ้าของห้องผู้มีใบหน้าเรียบขรึมเอ่ยปากพูดอะไรออกมาเสียที ไม่ใช่ใช้ความเงียบกดดันเธอเช่นนี้ หรือจะ ‘ขับไล่’ ออกไปให้พ้นสายตาเลยยิ่งดี แล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง เมื่อเจ้าของกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ หอมรื่นจมูก ผู้มีปากหยักที่คล้ายจะเก็บงำคำพูดมากมายเอาไว้ภายในสันกรามที่เผลอขบแน่นได้ผ่อนลมหายใจช้า ๆ ออกมา
“มันเป็นของคุณแล้ว ผมไม่รับคืน” ไม่พูดเปล่า ตั้งตระการยังเลื่อนแหวนเพชรคืนกลับไปให้อีกฝ่าย ก่อนจะฝากแผ่นหลังกว้างไว้กับพนักพิงเก้าอี้ของประธานบริหารโรงแรมเดอะ ลีลารมย์
“มันไม่ใช่ของฉัน และฉันไม่ได้เอามาคืนคุณ” เสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากแววตาเรียบเฉยกล่าวออกมาชัดถ้อยชัดคำ เน้นทุกความตั้งใจ ปราศจากความเคารพในอายุที่มากกว่าของคู่สนทนา “ฉันแค่ฝากคุณ...คืนเขา"
ทันทีที่สิ้นสุดคำพูด ร่างสูงโปร่งเกินมาตรฐานหญิงไทยในชุดเสื้อยืดคอวีสีขาวสอดชายเสื้อเข้าไปในกระโปรงยีนทรงเอยาวครึ่งน่องจึงลุกยืนอย่างคนที่หมดธุระสำคัญในวันนี้แล้ว เพลินพิศหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ตกแต่งงดงามราวพระราชวังสีทอง หรูหราวิจิตรตระการตาไม่เหมือนห้องทำงานเลยสักนิด หากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ทำมาจากไม้เนื้อดีสีเข้มวางกลางห้องและมีฉากหลังเป็นท้องฟ้ากว้างที่ถูกทาบทับด้วยแสงสีทองของดวงตะวันยามเย็นใกล้ค่ำ จะถูกแทนที่ด้วยเตียงนอนขนาดใหญ่สลักลวดลายอ่อนช้อย ห้องแห่งนี้คงกลายเป็นหนึ่งในห้องสวีตของโรงแรมเดอะ ลีลารมย์ไปแล้วกระมัง
ยังเดินไปไม่ถึงประตูบานใหญ่แข็งแรงสมกับความยิ่งใหญ่ของสถานที่ ร่างสูงโปร่งที่หมดธุระกับเจ้าของห้องแล้วก็ต้องชะงักเท้าของตนลง ก้าวขาไม่ออก เพราะคำถามที่ดังตามหลังมาได้ดึงรั้งและสะกดช่วงก้าวเอาไว้ให้หยุดนิ่ง คล้ายถูกตอกตะปูแหลมตรึงเอาไว้มิให้เคลื่อนไหวดังใจต้องการ
“เขาคือใคร?” เสียงเข้มจัดบอกอารมณ์แค้นเคืองแหวกอากาศเข้ามาปะทะอย่างแรง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอะไรสักอย่างที่มีปลายแหลมทิ่มลึกลงมาในก้อนเนื้ออ่อนนิ่มที่ชื่อว่าหัวใจ
เจ้าของใบหน้างดงามไร้ที่ติราวกับดอกกุหลาบสีแดงยามแรกแย้มในเช้าวันใหม่ซึ่งพร่างพราวด้วยละอองน้ำฉ่ำชื่นหลับตาลงช้า ๆ เพียงเพื่อจะข่มภาพ ‘เขา’ ให้จมลึกลงไป หรือไม่ก็ปล่อยให้ภาพนั้นติดปลายแหลมคมออกไปเสียให้พ้น แล้วจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หันมาเผชิญหน้ากับเจ้าของคำถามที่ลุกเดินจากโต๊ะทำงาน เดินตรงเข้ามา ท่วงท่าก้าวเท้าของเขาเรียบเรื่อยทว่าคุกคามอยู่ในที รู้สึกกลัวขึ้นมาครันคราม
“แค่ไม่กี่วันที่คุณทิ้งเขาไป มันทำให้คุณจำแม้แต่เชื่อเขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ ไม่โหดเหี้ยมเกินไปหน่อยหรือไง”
เรียวปากบางปิดแน่น ไม่เผยคำใดที่อีกฝ่ายต้องการ ดวงตาคู่สวยไร้ความความรู้สึกใดให้จับต้อง นอกจากความเฉยชาและรอเวลาที่จะเดินออกไปเสียให้พ้นวาจากล่าวโทษของชายหนุ่ม ผู้มีร่างกายกำยำและสูงใหญ่ในระดับที่เธอต้องเงยหน้าขึ้นมอง ตั้งตระการหล่อเหลาด้วยวงหน้าขาวจัดและกลีบปากหยักสีแดงเสียยิ่งกว่าผู้หญิงบางคน ดวงตาสีถ่านใต้คิ้วหนาดกดำของเขายิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ใบหน้าอีกเท่าตัว เธอเชื่อว่ามีผู้หญิงมากมายที่หลงเสน่ห์หน้าตาของตั้งตระการมากกว่าฐานะร่ำรวยของเขา
“ยากนักหรือไงที่จะเอ่ยชื่อคนที่คุณทำให้เขาตายทั้งเป็น ทั้งที่เขาหายใจเข้าออกเป็นคุณ จะเป็นจะตายก็เพราะคุณ...ลูกตาว”
‘อารยะ’ น้องชายของเขาที่สนุกสนานร่าเริง รักอิสระ ชอบการเดินทาง และรักการถ่ายภาพธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ เวลาเพียงอาทิตย์เดียวหลังจากถูกบอกเลิกได้กลายเป็นคนที่รักแต่การกรอกเหล้าเข้าปาก ดื่มเหล้าต่างน้ำ ร่างกายแข็งแรงกลับอ่อนปวกเปียก ไร้เรี่ยวแรงทรงตัว วันๆ เอาแต่พร่ำเพ้อถึงผู้หญิงที่บอกเลิกตนและกำลังจะแต่งงานในเดือนหน้า ทั้งที่เพิ่งสวมแหวนของน้องชายเขาไปเมื่อสี่เดือนก่อน วันนี้กลับถอดทิ้งแล้วไปใส่แหวนราคาถูก
“ผมอยากให้คุณเห็นสภาพคนที่คุณหักหลังเขา อ้นกำลังตายทั้งเป็น ตายเพราะความไร้หัวใจของคุณ” เขายังไม่หยุดตอกย้ำความผิดของหญิงสาวตรงหน้า ภายใต้ความงดงามของวงหน้าที่ชวนหลงใหลคือกองไฟร้อนเผาคลอกแมลงเม่าที่หลงบินเข้าไปเพียงเพราะเห็นแสงสีแดงสวยงามน่าครอบครอง
‘คนไร้หัวใจ’ ยังคงนิ่งเงียบ เก็บทุกคำโต้แย้งไว้ในอกที่สั่นไหวตามแรงโยกของถ้อยคำจากปากพี่ชายอดีตคนรัก แม้แต่แววตาก็ยังนิ่ง คนมองอยากกระชากเอาตัวมาเขย่าให้รู้สึกรู้สม ให้แสดงความเสียใจและสำนึกผิดออกมาบ้าง หากพูดอะไรออกมาบ้าง อย่างน้อยตั้งตระการก็สามารถเอาคำนั้นไปชโลมหัวใจคนที่กำลังจะตายทั้งเป็นเพราะพิษรักได้บ้าง แทนที่จะนำเพียงแหวนแทนใจไปให้เพื่อตอกย้ำคำว่า ‘สิ้นสุด’ เรื่องราวความรักระหว่างกัน
“เอาไปคืนให้อ้นเอง...หากคุณจะฆ่าอ้นทั้งเป็น คุณก็ทำมันด้วยตัวเอง อย่ามายืมมือผม” ตั้งตระการจบคำพูดด้วยแววตาดุดัน ใจของเขาเต้นแรงแตกแยกจากสิ่งที่แสดงออกมา ความรู้สึกปั่นป่วนที่เกิดขึ้นภายในโพรงอก ยากอธิบายหรือบอกให้ใครรู้ หลายครั้งที่อับอายความรู้สึกตัวเอง ความรู้สึกที่ไม่เคยหักห้ามได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเธอ ครั้งยังเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานในสำนักพิมพ์ของศิลาดลผู้เป็นเพื่อนรักของเขา
จบตอนที่ 1
